วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

[Review] โบกมือลาอาการใบ้กิน - The Fine Art of Small Talk

หลายคนอาจจะเจออาการที่หมดเรื่องคุยกับคนอื่น หรือว่าไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับคนอื่นอย่างไรดี ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเราเป็นคนที่หยิ่งแล้วสุดท้ายก็จะเสียโอกาสดีๆมากมาย

หนังสือเล่มนี้แต่งโดยวิศวกรหญิง (DEBRA FINE) ซึ่งเคยเป็นคนที่ขี้อายไม่กล้าเข้าสังคมมาก่อน แต่เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวเองจนกระทั่งเป็นคนที่พูดเก่งและกลายเป็นวิทยากรให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพูด การเข้าสังคม ซึ่งเขาได้เน้นย้ำว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอ ขอแค่มีความมั่นใจและกล้าที่จะเริ่มต้น โดยเนื้อหาในหนังสือจะสอนสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาตั้งแต่เทคนิคการเริ่มเข้าวงสนทนาจนกระทั่งการปลีกตัวจากวงสนทนาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม


การอธิบายเนื้อหา 4/5
เรื่องราวน่าติดตาม 3/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 4/5
ความคุ้มค่า 5/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ

สารบัญ
1. ทำไมการชวนคุยจึงสำคัญนัก
2. คำสอนแบบเดิมๆนั้นล้าสมัยไปแล้ว
3. เริ่มชวนคนอื่นคุย
4. ทำให้การสนทนาลื่นไหล
5. หาเรื่องให้เขาได้คุยบ้าง
6. เทคนิคช่วยฟัง
7. ป้องกันล่วงหน้าไม่ให้การสนทนาหยุดชะงัก
8. หลีกเลี่ยงคำพูดที่กำกวม
9. รับมือกับพวกตัวป่วน
10.ปลีกตัวอย่างสง่างาม
11.เมื่อต้องฉายเดี่ยว
12.เมื่ออยากขอใครออกเดต
13.เมื่อไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์วันหยุด
14.ปัจจัยที่ทำให้รู้สึกดี
15.เคล็ดลับ 45 ประการเติมเชื้อไปให้การสนทนา



วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

[Review] สุดยอดนักลงทุนโลก - The Great Investors


หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปลซึ่งรวบรวมชีวประวัติและแนวคิดที่ใช้ในการลงทุนของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายคนในโลกนี้
โดยทุกคนจะมีหลักการลงทุนเหมือนกันคือเน้นที่พื้นฐานของธุรกิจ แต่จะมีแนวทางปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่เขาสะสมมาโดยเฉพาะในวัยเด็ก บางคนผ่านชีวิตที่โหดร้ายมาก่อน บางคนได้รับการสั่งสอนว่าหุ้นเป็นเรื่องที่อันตราย บางคนก็มีโอกาสได้ซื้อขายหุ้นตั้งแต่เด็ก


นอกจากที่จะได้แนวคิดในเรื่องของการลงทุนแล้ว เนื้อหาภายในยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เพราะหลายคนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น แต่เขาพยายามเรียนรู้และสร้างหลักการขึ้นมาแล้วทำตามหลักการนั้นจนกระทั่งมีผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์



การอธิบายเนื้อหา 4/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 4/5
ความคุ้มค่า 4/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ


บุคคลที่กล่าวถึงในหนังสือ
- เบนจามิน เกรแฮม (อาจารย์ของบัฟเฟต์)
- ฟิลิป ฟิชเชอร์ (นักลงทุนอีกคนที่ีเป็นต้นแบบให้กับบัฟเฟต์)
- วอร์เรน บัฟเฟต์ (มหาเศรษฐี Top5 ของโลก ซึ่งสร้างเนื้อสร้างตัวมาจากการลงทุน)
- ชาร์ลี มังเจอร์ (คู่คิดในการลงทุนของบัฟเฟต์)
- แอนโทนี่ โบลตัน
- เซอร์จอห์น เทมเปิลตัน
- จอร์จ โซรอส (บุรุษผู้ปล้นธนาคารแห่งชาติอังกฤษ)
- ปีเตอร์ ลินซ์ (ผู้จัดการกองทุนในตำนาน)

หนังสือเล่มนี้มีจำหน่ายทั้งในรูปแบบหนังสือเล่มและ E-book (Se-ed)


วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

[Review] "พอเพียง"ความลับของความสุข และความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการอาศัยหลักการเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการธุรกิจ ใช้หลักความรักในการบริหารงาน และยังได้อุทิศตนให้กับการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตามถิ่นทุรกันดารอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงประวัติของคุณสี่หรือคุณวัชรมงคล ซึ่งเริ่มจากการเรียนจบปริญญาตรี แล้วได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับโครงการของหลวงพ่อปัญญาฯ จากนั้นก็ไปศึกษาธรรมะกับท่านพุทธทาส และออกมาสร้างธุรกิจเองแต่ว่าต้องเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จึงต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เริ่มผลิตเองในประเทศทดแทนการนำเข้า ใช้แนวทางการบริหารแบบเศรษฐกิจพอเพียงประกอบกับแนวการบริหารแบบพุทธ ทำให้พนักงานอยู่กันอย่างมีความสุข ผลงานที่ได้ก็ออกมาดีและได้รับรางวัลการออกแบบจากต่างประเทศจำนวนหลายรางวัล

นอกจากนี้ในหนังสือยังเล่าถึงปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 54 ว่าเขามีแนวทางในการรับมือกับปัญหานี้อย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสภาวะจิตใจ แล้วตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ก็จะมีการสัมภาษณ์ผู้บริหารท่านอื่นๆเกี่ยวกับแนวคิดและมุมมองต่อบริษัท

เนื้อหาในหนังสือได้แนะนำเกี่ยวกับโครงการดีๆที่บริษัทได้ทำขึ้นเพื่อพนักงานและสังคม ใครที่มีบริษัทเป็นของตัวเอง หรือเป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆก็น่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ครับ


การอธิบายเนื้อหา 4/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 4/5
ความคุ้มค่า 5/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อ

ใครซื้อหนังสือเล่มนี้แล้วนอกจากจะได้รับเนื้อหาดีๆแล้ว ยังได้มีส่วนร่วมทำบุญกับ"โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า"อีกด้วย



วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

[Review] แกะเงื่อนงบการเงิน

หนังสือ แกะงบการเงิน เล่มนี้เขียนขึ้นโดย ดร.ภาพร เอกอรรถพร ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ที่สอนบัญชีและเขียนหนังสือบัญชีจำนวนหลายเล่มโดยเน้นในมุมมองของ "การนำไปใช้งานจริง"

รูปแบบหนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างงบการเงินของบริษัทแห่งหนึ่งขึ้นมา แล้วทำการวิเคราะห์ทีละส่วน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเอง ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่หนังสือวิชาการมากนัก อย่างไรก็ตามผู้อ่านควรมีความรู้ทางบัญชีพื้นฐานมาแล้ว (แนะนำหนังสืออ่านงบการเงินให้เป็นครับ)


การอธิบายเนื้อหา 5/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 5/5
ความคุ้มค่า 4/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ


ตอนนี้ผมเข้าใจว่าไม่มีหนังสือเล่มนี้วางจำหน่ายทั่วไปแล้วครับ แต่ผมมีโอกาสซื้อตอนไปฟังการอบรมของอาจารย์ ซึ่งพิมพ์ออกมาจำนวนจำกัด

เนื้อหาหลัก
- รายงานการสอบทานของผู้สอบบัญชี
- งบดุล
- งบกำไรขาดทุน
- งบกระแสเงินสด
- หมายเหตุประกอบงบการเงิน
- บทความพิเศษ แกะเงื่อนงบการเงิน




วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

[Review] เหนือกว่าวอลสตรีท - One Up On Wall Street

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในตำนานเล่มหนึ่งที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าควรอ่าน ผู้แต่งได้เขียนหนังสือเล่มนี้ประมาณช่วงปี 1989 ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับหุ้นในตลาดของสหรัฐอเมริกา แต่ว่าหลักการต่างๆยังคงใช้ได้อยู่ถึงปัจจุบันและยังสามารถประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นไทยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ผู้แต่งคือ Peter Lynch ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนในสหรัฐอเมริกาที่มีผลงานดีเยี่ยมต่อเนื่องกันหลายปี และเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขาแต่งในช่วงก่อนที่จะลาออกจากการเป็นผู้จัดการกองทุน และได้รับการยอมรับจากผู้อ่านโดยทั่วไป

ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ที่เขาประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการลงทุน พร้อมกับอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และก็ได้สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ ตลาดหุ้น ประเภทของหุ้น ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้แนวความคิดในการลงทุนมากมาย


การอธิบายเนื้อหา 3/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 4/5
ความคุ้มค่า 4/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ



เนื้อหาหลัก
- บันทึกจากไอร์แลนด์
- ข้อได้เปรียบของคนโง่
- เตรียมตัวลงทุน
- เลือกผู้ชนะ
- ภาพระยะยาว
- รับเต็มๆ กับหุ้น



วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

[Review] พลังแห่งความสำเร็จสตาร์บัคส์ - The starbucks Experience

STARBUCKS เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ว่าเกิดจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารที่สร้าง "ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ" ที่ถูกต้อง แล้วดำเนินการตามปรัชญานี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือ ดร.โจเซฟ มิเชลลิ ซึ่งเป็นนักเขียน เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฝึกอบรมและจัดสัมมนาชื่อ Lessons of Success ใช้เวลาในการเขียนหนังสือเล่มนี้ถึง 2 ปี โดยการสอบถามข้อมูลจากบุคคลต่างๆที่มีความเกี่ยวพันกับสตาร์บัคส์ ตั้งแต่ซึอีโอมาจนถึงพาร์ตเนอร์ และลูกค้า

ผู้แต่งได้สรุปหลักการที่ทำให้สตาร์บัคส์สามารถพัฒนาจากบริษัทเล็กๆไปเป็นบริษัทระดับโลกได้ทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน




1.ทำในแบบของคุณเอง - กล่าวถึงหลักการที่ทำให้พาร์ตเนอร์ (พนักงาน) ทุ่มเทกับงานที่ทำโดยอาศัยแผ่นพับขนาดเล็กที่ชื่อว่า "ห้าวิถึทางแห่งการเป็น"
2.ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความสำคัญ - ผู้บริหารจะเน้นทุกรายละเอียดในการให้บริการ เพราะถือว่าทุกอย่างย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้า
3.สร้างความประหลาดใจและดีใจ - ในบางครั้งธุรกิจก็ต้องสร้างความประหลาดใจให้ลูกค้า ให้เขาได้รับในสิ่งที่เกิดกว่าที่เขาคาดหวัง สร้างสถานการณ์ win-win
4.น้อมรับแรงต้าน - เป็นธรรมดาของทุกธุรกิจที่ต้องเจอแรงด้านรวมทั้งสตาร์บัคส์ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าคนในองค์กรและผู้บริหารจะรับมืออย่างไร
5.ทิ้งรอยประทับของคุณไว้ - เน้นการตอบแทนชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับธุรกิจ ซึ่งคือหลักการ CSR ในปัจจุบันนั่นเอง

การอธิบายเนื้อหา 4/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 4/5
ความคุ้มค่า 4/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ


ใครที่คิดจะเริ่มธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในแวดวงบริการ ผมแนะนำว่าต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ!!



วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

[Forward mail] The Law of Success



The Law of Success  
           The Law of Success เป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจนเรียกได้ว่าเป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือSelf-improvement ในปัจจุบัน ผู้แต่งคือ Dr. Napoleon Hills ท่านผู้นี้มีความสามารถและโด่งดังจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีอเมริกาถึงสามสมัย ผู้แต่งใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานกว่า 20 ปีในการสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่า บุคคลเหล่านี้มีมุมมองและแนวคิดอย่างไรที่นำพาไปสู่ความสำเร็จ ตัวอย่างบุคคลดังกล่าวคือ Henry Ford, Firestone, Thomas Edisonเป็นต้น ใจความสำคัญของหนังสือประกอบด้วยกฎทองคำ 16 ประการเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จได้แก่
1. อภิจิต
           อภิจิตคือกลุ่มคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีแนวความคิดไปในทางเดียวกัน และมีความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน คนที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีบุคคลเหล่านี้มาร่วมชีวิตหรือร่วมงานเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนเป้าหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ แต่มีข้อควรระวังประการหนึ่งคือคนที่คิดไม่เหมือนกับเราก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นศัตรูกับเราเสมอไป เพราะในการทำงานความคิดที่แตกต่างในเชิงสร้างสรรค์ย่อมเป็นสิ่งดีที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ดังนั้น คนที่จะเราจะเลือกมาอยู่ในทีมควรมีคนที่คิดแตกต่างแต่ไม่แปลกแยกรวมอยู่ด้วย
           การสร้างอภิจิตคือการเลือกคบคนที่จะเข้ามาในชีวิตของเราอันได้แก่ สามีภรรยา เพื่อนสนิท  เป็นต้น คนเหล่านั้นจะต้องมีจิตใจที่ดี มีความเข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร จริงใจ เต็มใจที่จะร่วมหัวจมท้ายกับเรา และมีความสามารถ ส่วนผู้ร่วมงานควรเลือกคนดีมีความสามารถมีความขยันขันแข็ง  หนักงาน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้าง และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม
2. มีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
           การมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนจะทำให้ทุก ๆ พฤติกรรมของเราทั้งการพูด ความคิด และการกระทำไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ คนที่จะมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนได้จะต้องรู้ว่าตนเองมีความชอบ มีความถนัดในงานประเภทใดบ้าง และอยากจะเป็นอะไรในอนาคต การจะรู้ว่าตนเองชอบสิ่งใดนั้นจะต้องรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเองว่า เมื่อไรเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเมื่อเจอคนในอาชีพใดแล้วเรารู้สึกประทับใจ ส่วนความถนัดสามารถรู้ได้จากคำชมจากคนรอบข้างว่าเราเก่งในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายแล้วให้สร้างเป็นมโนภาพภายในจิตใจและเขียนติดไว้ในห้องนอนอ่านทบทวนทุกวันเพื่อสื่อกับจิตใต้สำนึกของเราเอง นอกจากนั้น เป้าหมายของเราควรเก็บไว้เป็นความลับจะบอกกล่าวได้ก็แต่คนที่เข้าใจเราจริง ๆ เช่น สามีภรรยา หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความลังเลสงสัย ดูถูกดูแคลน และอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลาน้อยคนนักที่จะเชื่อและช่วยเสนอแนวทางให้ไปถึงซึ่งเป้าหมายนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ยอมแพ้กับความยากลำบากทั้งปวงถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสักเพียงไหนและจะต้องใช้เวลานานสักเพียงใด เราต้องทำได้เพราะ ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้
3. มีความมั่นใจในตัวเอง
           ความมั่นใจเกิดจากการรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่เห่อเหิมไปตามคำเยินยอของผู้อื่น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเรามีจุดแข็งในด้านนี้ และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะไม่ห่อเหี่ยวเศร้าใจ หรือโมโหโกรธามากจนเกินไปนักเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นจุดอ่อนซึ่งเรากำลังพยายามปรับปรุงแก้ไขอยู่และขอน้อมรับคำติชมด้วยความเต็มใจ ผู้แต่งได้เสนอวิธีการสร้างความมั่นใจคือ
          1. ขจัดความกลัว มนุษย์ทุกคนมีความกลัวอยู่ ประการ ได้แก่
              1) กลัวความยากจน ความยากจนป้องกันได้ด้วยการมีนิสัยประหยัดอดออมและรู้จักใช้จ่ายอย่างพอดี
              2) กลัวความชราภาพ สังขารย่อมร่วงโรยไปตามสภาวะธรรมชาติแต่จิตใจของเราต่างหากจะต้องไม่ร่วงโรยไปตามร่างกาย ป่วยกายแต่อย่าป่วยจิต
              3) กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ มนุษย์ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวเราเองมักจะมองเห็นส่วนที่ไม่ดีของผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนมากกว่าส่วนดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น เมื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เราต้องเลือกใส่ใจกับคำวิจารณ์ที่มาพร้อมกับทางแก้เท่านั้น คนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวเราก็รับฟังแต่จะไม่ใส่ใจแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที
              4) กลัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยามรักกันอะไรก็ดูดีไปเสียทุกอย่างมนุษย์จึ่งไม่อยากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน การพลัดพรากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปเสียไม่ได้
              5) กลัวสุขภาพเสื่อมโทรม หากเราดูแลสุขภาพให้ดีเสียตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ  เมื่อดูแลสุขภาพดีก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่ามันจะเสื่อมโทรมไปก่อนวัยอันควร
              6) กลัวความตายความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ หากตอนยังมีชีวิตอยู่เราได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลคนที่เรารักเป็นอย่างดีแล้ว การอยู่หรือการตายย่อมไม่ต่างกันเพราะคน ๆ นั้น จะอยู่ในใจของเราตลอดไป
           2. มองโลกในแง่ดี คิดแต่ด้านบวก
              1) ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้เพียงแต่เราหาทางแก้แล้วหรือยัง
              2) มองสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ ให้ทะลุปรุโปร่ง เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร มีอะไรที่จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง เมื่อเราสามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ เราจะเกิดความมั่นใจในตัวเองทันที
4. นิสัยประหยัดอดออม
           คนที่ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จจะต้องรู้จักประหยัดอดออมเพราะจะทำให้รู้คุณค่าของเงิน และเมื่อจะต้องลงทุนทำสิ่งใดจึงไม่ผลีผลามและลงทุนตามความเหมาะสม โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีน้อย จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความเป็นผู้นำ           คนที่จะเป็นผู้นำได้จะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อใช้ในการปรับปรุงผลงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คนที่จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
           1) มองสถานการณ์เหนือกว่าผู้อื่น
           2) มีสิ่งที่คนอื่นไม่มี
           3) ลงมือทำ เลิกผลัดวันประกันพรุ่ง
           4) มีพลังชีวิต มีความกระตือรือร้น มีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน
           ผู้นำจะต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
           1) มีความรู้ความสามารถ
           2) เชื่อว่าตนเองมีความเชื่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เหนือกว่าผู้อื่น
           3) รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้
           4) กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำโดยไม่โทษผู้อื่น
           5) ปฏิบัติกับคนอื่นเสมือนหนึ่งเป็นคนในครอบครัว
           6) มีความเมตตา รู้จักให้ และเสียสละ
           7) สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรอบข้างได้ และมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
           8) มองภาพรวมเน้นผล รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่และอยู่ตรงจุดไหนของทางเดินชีวิต และอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงเป้าหมาย
           9) ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
          10) มอบหมายงานได้อย่างถูกต้องตามจริตและความสามารถของลูกน้อง
6. มีจินตนาการ
           ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายล้วนใช้จินตนาการในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น จินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา และจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอนกอปรกับความเชื่อมั่นว่าเราต้องสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ เมื่อจิตมีความนิ่งสงบในระดับหนึ่งจึงค่อยสร้างมโนภาพและน้อมจิตถามตัวเองว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ทางแก้จะมีมากมายหลายวิธีแต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่ใช้ได้ ซึ่งจะรู้ได้โดยการใช้ความรู้สึกเข้าไปทาบว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่ ส่วนใหญ่แล้วจินตนาการมักเกิดขึ้นตอนสภาวะวิกฤตแต่ในสภาวะปกติหากจำเป็นต้องใช้จินตนาการก็ต้องสร้างภาวะความกดดันขึ้นมาเช่น ให้คิดว่าถ้าอีกเจ็ดวันเราจะต้องตายจากโลกนี้ไป เราอยากจะทำอะไรบ้าง และเราได้ลงมือกระทำแล้วหรือยัง เป็นต้น
7. มีความกระตือรือร้น
           คนที่มีความกระตือรือร้นจะสามารถดึงดูดคนที่พลัง มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมได้โดยง่ายเพราะบุคลิกที่ดูมีชีวิตชีวา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้คบหาสมาคมด้วย ผู้แต่งกล่าวเพิ่มเติมว่าความกระตือรือร้นอยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างเดียวยังไม่พอต้องลงมือกระทำให้เกิดเป็นผลงานด้วย และที่สำคัญจะต้องรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างชัดเจน เวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่เวลาพักผ่อนก็ไม่เอาเรื่องงานมาเป็นกังวล
8. สามารถควบคุมตนเองได้
           การควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ตรงตามเป้าหมายทำได้โดยการหมั่นถามตนเองอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่(ทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ) ทำไปทำไม ทำแล้วจะเกิดผลอะไร สอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่ เป้าหมายของเราตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแค่ไหนแล้ว นอกจากนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุมอารมณ์โกรธ ต้องบอกตัวเองว่าห้ามระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่นโดยเด็ดขาดเพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ถึงแม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตามเพราะเวลาคนเราทะเลาะกันไม่มีใครยอมฟังเหตุผลแน่นอน จึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะมาเอาชนะในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หัดปิดหูปิดตากับเรื่องไร้สาระแล้วเอาเวลามาสานความฝันของเราให้เป็นจริงจะดีกว่า วิธีการควบคุมอารมณ์และคำพูดคือพูดทีละคำฟังทีละเสียง เพราะเมื่อเราได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดทุกคำเราจะมีความละอายที่จะใช้คำพูดรุนแรงและหยาบคาย
9. มีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน
           คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีความรักในงานที่ทำอยู่ อยากให้งานออกมามีคุณภาพ และรู้สึก ภูมิใจที่ได้ทำงานนั้น ๆ รู้สึกว่าตนเองมีค่าต่อองค์กร และอยากให้องค์กรมีความเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ การมีนิสัยทำงานเกินเงินเดือนจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเพราะเมื่อเราตั้งใจทำงานชิ้นหนึ่งจนประสบความสำเร็จจะเกิดความมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ดีต่อไปความสำเร็จก็ย่อมตามมาอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าจะเจออุปสรรคบ้างก็ไม่ย่อท้อเพราะเป็นงานที่เรารัก และมองปัญหาว่าเป็นส่วนที่จะทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
10. มีบุคลิกภาพที่ดี
           บุคลิกภาพที่ดีคือการมีความมั่นใจในตัวเอง มีความกระตือรือร้น มีความเป็นผู้นำ ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถควบคุมคำพูด อารมณ์ สีหน้า และการแสดงออกได้เป็นอย่างดี มีกาละเทศะ วิธีการสร้างบุคลิกภาพที่เร็วที่สุดคือการสร้างภาพคนที่มีบุคลิกภาพที่น่าประทับใจไว้ในจิตใต้สำนึก แล้วทุก ๆ อิริยาบถเราจะลอกเลียนแบบไปตามนั้น
11. มีความคิดที่ถูกต้องและเที่ยงตรง ได้แก่
      1) มองความจริงตรงตามความเป็นจริง สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลทั้งหลายได้
      2) ไม่สนใจคำนินทาหรือข่าวโคมลอย ใส่ใจแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง
      3) ไม่มองโลกเป็นสีขาวหรือดำให้มองเป็นกลาง ๆ เช่น เมื่อประสบความสำเร็จก็ไม่ดีใจจนออกนอกหน้าเพราะถ้าประมาทชะล่าใจก็ล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน หรือเมื่อผิดหวังก็ไม่เศร้าสร้อยจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ เพียงแต่ว่าเราหาทางแก้แล้วหรือยัง เป็นต้น
      4) รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเรา แม้ว่ามันจะเป็นความเป็นจริงที่เจ็บปวดก็ตามเพื่อนำมาแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นต่อไป
      5) ไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเพราะความกังวลไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รังแต่จะทำให้สิ่งที่กังวลเป็นจริงขึ้นมา เพราะการย้ำคิดย้ำทำเสมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง
      6) รับฟังข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาทุกครั้งโดยยึดหลักกาลามสูตรได้แก่อย่าเชื่อเพราะเขาทำตาม ๆ กันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์หรือคนที่เราเคารพเพราะเขาอาจจจะพูดผิดก็ได้ อย่าเชื่อเพราะฟังดูแล้วมีเหตุมีผลเพราะเขาอาจจะหลอกเราก็ได้ อย่าเชื่อเพราะว่ามันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลยเพราะเราก็อาจจะคิดผิดได้เช่นเดียวกัน
      7) อย่าปักใจเชื่อว่าข้อมูลที่ได้รับมา ณ ปัจจุบันนี้จะต้องเป็นจริงไปตลอดกาลเพราะเมื่อมีเหตุและปัจจัยใหม่ ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้เช่น มีข้อมูลใหม่มาหักล้างข้อมูลเดิมหรือข้อมูลเดิมอาจจะล้าสมัยไปแล้วใช้ไม่ได้ เป็นต้น
12. มีความใจจดใจจ่อ
           การจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจะเป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิและมีพลัง เมื่อจิตมีพลังจึงจะสามารถสานความฝันให้เป็นจริงได้ นอกจากนั้น การทำงานทีละอย่างยังเป็นการฝึกนิสัยอดทนอดกลั้น ไม่ทำตามใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกจนเป็นนิสัยต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าว่อกแว่กทำงานทีละอย่าง และต้องรู้จักเลือกทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญในชีวิต การจะสร้างนิสัยใหม่ได้จะต้องตระหนักถึงข้อเสียของนิสัยเดิมและเห็นข้อดีของนิสัยใหม่เสียก่อนเช่น การทำงานหลายอย่างจะจับจด ไม่สำเร็จสักอย่าง จิตก็เป็นกังวล เครียด ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่มีผลงานนิดเดียวสุขภาพก็เสื่อมโทรม แต่ถ้าทำทีละอย่างงานจะมีคุณภาพเมื่อได้รับคำชมก็จะมีกำลังใจที่จะผลิตผลงานดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เป็นต้น คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีกรอบความคิดที่ถูกต้องและหมั่นปฏิบัติตามแนวคิดนั้นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย
13. มีความสามัคคี
           ความสามัคคีในกลุ่มอภิจิตเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งเพราะคนที่มีความมุ่งมั่น มีความใจจดใจจ่อ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันเมื่อร่วมพลังกายพลังใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะเกิดพลังที่จะสร้างสิ่งที่หวังไว้ให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน แต่คนส่วนใหญที่มาร่วมทีมกันแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีนิวรณ์ เป็นตัวขัดขวางอันได้แก่ ความอิจฉาริษยา ความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาท ความเบื่อหน่ายไม่กระตือรือร้น ความลังเลสงสัยโลภมาก และความอยากมีอยากเป็นชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน ดังนั้น การจะดึงคนมาร่วมทีมจะต้องเลือกคนที่มีคุณภาพจิตดีเพื่อจะได้ไม่เป็นตัวบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของคนภายในกลุ่ม
14. ไม่กลัวความล้มเหลว
            ปัญหาและอุปสรรคเป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญและเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหมด จงมองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาและคิดเสียว่ามันเป็นเหมือนบททดสอบความเข้มแข็งและความกล้าหาญหากเราผ่านพ้นไปได้เราจึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เปรียบได้กับว่าวจะลอยสูงได้ก็ต้องปะทะกับลมพายุที่รุนแรง ถ้าว่าวนั้นสามารถประคับประคองจนผ่านวิกฤตไปได้ว่าวนั้นจะลอยสูงเทียมฟ้า ปัญหา อุปสรรค และความล้มเหลวในชีวิตจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น และฉลาดขึ้นทุกวัน ๆ และยังเป็นการฝึกจิตให้อยู่ได้ในทุกสภาวะ คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันถูกต้องและจะพยายามทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าความฝันที่วาดไว้จะเป็นจริง
15. มีใจกว้าง ได้แก่
      1) รู้จักให้วัตถุและน้ำใจไมตรีตามสมควรโดยที่เราไม่เดือดร้อนและไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
      2) รู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำให้เราโกรธเกลียดหรือคนที่เอาเปรียบเราเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพจิตใจให้สูงขึ้น นอกจากนั้น จะต้องรู้จักให้อภัยตนเองด้วยเมื่อทำผิดพลาดไปแล้วมันย้อนเวลากลับไปไม่ได้ก็ไม่ควรจมอยู่กับอดีต ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทำผิดก็แก้ไขและศึกษาข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียนจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ
      3) เปิดรับความคิดใหม่ ๆ จะเป็นการสร้างพลังชีวิตทำให้เราสามารถอยู่ได้กับทุกคนในทุกสถาวะ แต่เราจะรู้และเลือกว่าใครคือบุคคลที่เราควรจะเลือกคบ
16. ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้ พลังความเชื่อ กำลังใจ พลังชีวิต พลังความมั่นใจ พลังแห่งความสำเร็จ

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[Review] ตะแกรงร่อนหุ้น


หนังสือเล่มนี้รวมรวบข้อมูลคำถาม-คำตอบ ในเว็บบอร์ดที่ผู้แต่ง (คุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ) เข้าไปตอบและให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (หัวข้อละประมาณ 1-4 หน้า) ถือว่าเป็นหนังสือที่รวบรวมแก่นความคิดของการลงทุนจากปรมาจารย์ด้านการลงทุนหลายท่าน เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่มีพื้นฐานการลงทุนอยู่แล้ว และต้องการทบทวนแนวทางของตนเอง พร้อมกับเพิ่มเติมความรู้, ข้อคิดเพื่อไปใช้ในการลงทุน

ผู้แต่งเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่ารุ่นแรกๆในประเทศไทยตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีตำราแปลเป็นภาษาไทยเยอะมาก แต่เขาก็ขวนขวายหาตำราภาษาอังกฤษมาอ่านจนกระทั่งเข้าใจ และก็พยายามสะสมความรู้จากการอ่านหนังสือหลากหลายเล่มมากขึ้น สุดท้ายจึงสามารถบรรลุเป้าหมายในการลงทุนได้ แล้วเอาความรู้ตรงนี้มาแชร์ให้กับผู้คนในเว็บบอร์ดได้รับทราบกัน



การอธิบายเนื้อหา 4/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 5/5
ความคุ้มค่า 5/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ 

ถ้าใครเชื่อมั่นในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนในแนวไหนดี.. ผมขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ครับ


วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รวมข่าวเกี่ยวกับอีบุ๊ค (2555)

23/10/2555

Apple ออก iPad รุ่นใหม่
- 4th gen หน้าจอเหมือนเดิม ราคาเท่าเดิมแต่เครื่องแรงขึ้น กล้องหน้าดีขึ้น (ประมาณ Minor change)
- iPad mini หน้าจอ 7.9" ในราคาที่ถูกลง น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนที่ใช้ Tablet มาอ่าน E-book ครับ
  และตลาดก็คาดว่า iPad mini น่าจะขายดีในแถบ Asia

เปรียบเทียบ Spec โดย Engadget



07/09/2555

Amazon ออก Kindle ใหม่ 4 รุ่น
- Kindle Fire HD 7" - $199 (16 GB) / $249 (32 GB)
- Kindle Fire HD 8.9" wifi - $299 (16 GB) / $369 (32 GB)
- Kindle Fire HD 8.9" 4G LTE - $499 (32 GB) / $599 (64 GB)

Amazon Kindle Fire Family
พร้อมกันนี้ได้ลดราคา Kindle Fire ตัวเก่า (8 GB) เหลือเพียง $159

- Kindle Paperwhite - E-reader ที่มีหน้าจอละเอียดมากขึ้น
      มีให้เลือกแบบ 3G และแบบ Wifi only

Amazon Kindle Family


22/08/2555

เครื่องอ่านอีบุ๊คเริ่มแผ่ว คนหันไปใช้แท็บเลตอ่านแทน














09/04/2555

เปลือยธุรกิจอีบุ๊คส์ เปิดลิขสิทธิ์นักเขียน

07/04/2555

งานสัปดาห์หนังสือปี55 เมื่ออีบุ๊คส์บุกตลาด

02/04/2555

"อีบุ๊ค" เทรนด์โลกที่ห้ามตกขบวน



วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[Review] Kingsoft office โปรแกรมฟรีสำหรับอ่าน(และแก้ไข)ไฟล์ Word บน Android

เนื่องจากผมจำเป็นต้องใช้ Android Tablet อ่านไฟล์ Word (.doc) จึงได้ลองโหลดโปรแกรมฟรีหลายๆโปรแกรมมาลองใช้งาน.. สุดท้ายมาลงตัวที่โปรแกรม Kingsoft office ซึ่งไม่มีปัญหา Forced close เมื่อเปิดไฟล์ใหญ่ๆ การใช้งานทั่วไป การเปลี่ยนหน้า และการเปิดไฟล์อ่านต่อก็ทำได้สะดวก

ความสามารถเบื้องต้น
- อ่านไฟล์ DOC / DOCX / TXT / XLS / XLSX / PPT / PPTX / PDF
- แก้ไขไฟล์ DOC / DOCX / TXT / XLS / XLSX / PPT / PPTX
- Save file เป็น PDF

การใช้งานอ่านเอกสาร Word
   หลังจากโหลดและติดตั้งเรียบร้อยก็สามารถเริ่มใช้งานได้ดังนี้ครับ
1.เปิดไฟล์จากที่มีอยู่ในเครื่อง(ปกติผมจะใช้โปรแกรม Astro) หรือไฟล์จาก Drop box
2.ถ้าเครื่องถามว่าจะใช้โปรแกรมอะไรเปิด ให้เลือกว่าใช้โปรแกรม Kingsoft office พร้อมกับทำเครื่องหมายถูกที่ Use by default (ถ้าไม่ต้องการเลือกอีกในอนาคต)
3.เริ่มอ่านเอกสารได้ ซึ่งการอ่านจะมีฟังก์ชันต่างๆดังนี้
- การเลื่อนหน้า สามารถสัมผัสหน้าจอและลากได้เหมือนโปรแกรมทั่วไป
- Pinch to zoom หรือการซูมเข้าออกโดยใช้สองนิ้วขยับ
- Auto rotate หมุนเอกสารอัตโนมัติเมื่อมีการหมุนหน้าจอ (ขึ้นอยู่กับเครื่องและการตั้งค่าด้วย)

- ตัวอย่างเมนูคำสั่ง




- ถ้าเราเคยอ่านเอกสารค้างไว้และเปิดไฟล์ขึ้นมาใหม่ ก็จะมีแถบขึ้นมาถามที่ด้านล่างว่าจะข้ามไปอ่านต่อหรือไม่









4. ถ้าต้องการแก้ไข สามารถ click เข้าไปหนึ่งครั้งและคีย์บอร์ดจะขึ้นมา จากนั้นก็ลบหรือพิมพ์ได้ตามปกติ แล้วถ้าต้องการ save ก็ให้กดที่รูปแผ่นดิสก์ด้านบนเมนู


สำหรับการอ่านไฟล์อื่นๆ ผมไม่ได้ใช้งานแบบจริงจัง จึงอนุญาตไม่เขียนรีวิวไว้.. เคยลองใช้แก้ไขไฟล์ Excel ครั้งหนึ่งซึ่งเมื่อมาเปิดในคอมพิวเตอร์แล้วพบว่า cell ที่ merge ไว้จะมีอาการเพี้ยนไป

ใครสนใจก็สามารถโหลดได้จาก Market ครับ


(Update 16/9/55)

เนื่องจากมีการเปลี่ยนหน้าตาโปรแกรมใหม่ค่อนข้างเยอะ ผมจึงมา update ตามด้านล่างครับ

- สามารถใช้ระบบ Cloud storage ได้โดยตรงจากโปรแกรม.. เมื่อเปิดโปรแกรมจะมีเมนูให้เลือก

   เลือกได้ว่าจะเชื่อมโยงกับ Dropbox, Google drive หรือ Box.net เมื่อเราเข้าไปเปิดไฟล์ โปรแกรม
   จะโหลดมาเก็บไว้ในเครื่องก่อน แล้วจึงเปิดอ่านโดยอัตโนมัติ


 - เมนูใหม่ใน Word




 - เพิ่ม Reader Mode (ให้กดที่ปุ่มสีเขียว ถ้าต้องการเข้าโหมดนี้)










ใน Reader mode จะแสดงเอกสารเต็มหน้าจอ และถ้าเราขยายตัวอักษรก็จะมีการตัดบรรทัดโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องคอยเลื่อนซ้าย-ขวาเวลาอ่านเอกสาร แค่เลื่อนขึ้น-ลง เท่านั้นพอ




















วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

[Review] Brain Power 2 คู่มือเพิ่มความสุขทุกๆ วัน

หนังสือเล่มนี้เน้นความเป็นไดอารี่สีสันสดใส ซึ่งสามารถเริ่มบันทีกได้ในทุกช่วงของปี
แล้วแทรกข้อแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อนำไปให้มีความสุขเดือนละหนึ่งข้อ ซึ่งข้อแนะนำเหล่านี้น่าสนใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จนกระทั่งครบ 12 ข้อในเดือนสุดท้าย แล้วมาดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเองกัน

นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมทรรศนะเกี่ยวกับคำว่า"ความสุข"ของคนหลายๆคนไว้ที่ด้านล่างของแต่ละหน้าสำหรับจดบันทึกด้วย
พอได้อ่านแล้วก็ได้พิจารณาหลายๆมุมมองที่แต่ละคนเสนอออกมา



การอธิบายเนื้อหา 5/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 4/5
ความคุ้มค่า 3/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ


ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือ หนูดี วนิษา เรซ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอัจฉริยะภาพ และมีผลงานที่ประสบความสำเร็จหลายอย่าง

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

[Review] พระพุทธศาสนาที่แท้

หนังสือเล่มนี้ถอดความมาจากการปาฐกถา ของท่านปัญญานันทภิกขุ ช่วงเดือนกันยายนปี 2503


ข้อความในหนังสือได้สะท้อนถึงนโยบายในการประกาศธรรมของท่านปัญญาฯ ซึ่งท่านได้ทำเช่นนี้มาตลอดชีวิตและก็มีคนเห็นด้วยกับแนวทางของท่านมากมาย พิสูจน์ได้จากจำนวนพุทธศาสนิกชนที่เคารพบูชาท่าน

ท่านปัญญาฯได้เน้นย้ำว่าท่านต้องประกาศธรรมะที่สอดคล้องกับหลักสัมมาทิฐิหรือการเห็นชอบ ไม่ยอมอ่อนข้อในกับแนวทางที่เห็นผิดหรือว่าทำสิ่งต่างๆด้วยความงมงายไร้เหตุผล แม้ว่าอาจจะต้องกระทบกระทั่งบุคคลบางกลุ่มก็ตาม.. ถ้าคนมีความฉลาดพอก็จะสามารถละทิ้งของปลอมและกลับมาถือเอาของจริงได้เสมอ

ในหนังสือได้กล่าวถึงแนวทางการทำบุญของคนในปัจจุบันที่ผิดเพี้ยนไปมาก กล่าวถึงหลักการตัดสิน 8 ประการว่าคำสอนใดถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าได้เคยสอนไว้ กล่าวถึงคุณสมบัติ 5 ประการของอุบาสก อุบาสิกาที่แท้จริง กล่าวถึงหลักกาลามสูตร 10 ประการ ฯลฯ

ถ้าท่านเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ขอแนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูครับ


มีคนทำลิงค์ให้ดาวน์โหลดตามนี้ครับ
http://dhammanow.net/index.php?option=com_content&view=article&id=151:%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89&catid=85&Itemid=4

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บรรพชาอุปสมบท

เนื่องจากว่าผมไปบวชมา จึงไม่ได้ update blog ไประยะหนึ่งครับ.. ถ้าเคลียร์งานลงตัวแล้วจะกลับมา up ต่อ
กุศลกรรมใดๆที่เกิดขึ้นในระหว่างที่บวช ก็ขอแผ่ให้กับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน blog ด้วย

สำหรับวัดที่ผมไปบวชคือวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ซึ่งพระท่านจะเน้นเผยแพร่ศาสนาแบบไม่งมงาย
รูปแบบการบรรพชาอุปสมบทจะทำพร้อมกันหลายๆคน รายละเอียดดังนี้
1.บรรพชาอุปสมบท 15-30 วัน
   - อุปสมบทหมู่ (ประมาณ 100 รูป +/-)
   - จัดขึ้นทุกเดือนยกเว้นช่วงเข้าพรรษา
   - ต้องสมัคร และสอบท่องคำขานนาค (1 หน้ากระดาษ A4)
   - ค่าใช้จ่าย 3000 บาทต่อคนแต่ถ้าไม่มีก็สามารถขอเจ้าภาพจากทางวัดได้
   - ขั้นต่ำ 15 วัน ถ้าอยู่ 30 วันสามารถเลือกได้ว่าครึ่งหลังจะอยู่ต่อหรือไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์
   - ระหว่างบวชจะมีการเรียนกรรมฐาน, เรียนเรื่องพุทธศาสนา, ทำกิจวัตรของสงฆ์ตามปกติ
2.บรรพาชาอุปสมบท 3 เดือน (ช่วงเข้าพรรษา)
   - อุปสมบทหมู่
   - จัดขึ้นก่อนเข้าพรรษาและต้องอยู่เป็นเวลา 3 เดือน
   - ต้องสมัคร และสอบท่องคำขานนาค + คำทำวัตร

รายละเอียดเพิ่มเติมและกำหนดการต่างๆ http://www.watchol.org/news/ordination

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

[Review] Meb E-book on android

เริ่มจากการไปโหลดโปรแกรมใน Google play ตาม [Link] นี้ แล้วก็ลงโปรแกรมให้เรียบร้อย
จากนั้นก็ลงทะเบียนตามขั้นตอน

พอลงทะเบียนเสร็จก็กดเข้าไปเลือกหนังสือที่เมนู Market
ซึ่ง App นี้จะมีทั้งหนังสือฟรีและที่ต้องจ่ายเงิน

สามารถเลือกได้ตาม Category, Best sellers, สำนักพิมพ์
หรือว่าจะลอง Search หาหนังสือที่ต้องการก็ได้


เมื่อเลือกหนังสือแล้วก็จะโหลดไว้ที่ shelf ของเรา และเมื่อโหลดเสร็จเรียบร้อยเราก็สามารถเก็บไว้อ่านแบบ Offline ได้


ฟังก์ชันการใช้งานค่อนข้างเรียบง่าย และน่าประทับใจเมื่อเทียบกับ E-book ภาษาไทยรายอื่นๆ
- การเปลี่ยนหน้าสามารถทำได้ง่ายด้วยการ Slide หรือว่ากดที่มุม
  หรือถ้าอยากจะข้ามหน้าก็สามารถกดหนึ่งครั้ง แล้วใช้ Slide menu
- ถ้าต้องการขยายก็สามารถใช้ Pinch-to-zoom ได้ตามปกติ

เท่าที่ลองใช้งานมาระบบค่อนข้างเสถียร และยังไม่เจอ Force closed ครับ


วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการใช้งาน E-book by Se-ed (Android) - 4 Jun 12

ซื้อหนังสือผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือซื้อผ่านทาง APP Se-ed ตามรายละเอียดด้านล่าง


ขั้นตอนการซื้อหนังสือผ่าน SE-ED App
1.โหลด SE-ED application จาก Google Play [กดที่นี่
2.เข้า Application ใส่รหัสผ่านตามขั้นตอน
3.ไปที่ E-book
4.เลือกหนังสือที่ต้องการ และกดสั่งซื้อ

ขั้นตอนการนำหนังสือมาไว้ในเครื่อง Android
1.เข้า SE-ED Application
2.เลือกหัวข้อ "ข้อมูลสมาชิก"
3.จะมีหน้าเว็บขึ้นมา ให้ใส่ username password เพื่อเข้าสู่ระบบ
4.เลือกหัวข้อ my e-book






































5.จะมีชื่อหนังสือที่เราซื้อไว้แล้ว ให้เลือกหนังสือที่ต้องการดาวน์โหลด
6.กดปุ่มดาวน์โหลด





































ขั้นตอนการอ่านหนังสือ
1.โหลด Application สำหรับอ่านหนังสือตามคำแนะนำของ SE-ED [กดที่นี่] ซึ่งผมเลือกใช้ BlueFire Reader
2.เข้าไปยังโฟลเดอร์ซึ่งเก็บไฟล์ที่เราโหลดไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ (เครื่องผมจะตั้งไว้เป็น sdcard/Download)
3.เลือกเปิดไฟล์ที่โหลดมาด้วยโปรแกรม BlueFire Reader
4.รอสักพัก โปรแกรมจะโหลดไฟล์ส่วนที่เหลือ
5.หนังสือก็จะมาอยู่ในเครื่องเราและพร้อมอ่านแล้ว

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

[Review] The secret - เดอะ ซิเคร็ต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือหนึ่งในไม่กี่เล่มที่ผมรู้สึกชอบมาก เมื่ออ่านแล้วจึงเข้าใจเลยว่าทำไมจึงเป็นหนังสือขายดีและมีส่วนช่วยให้คนหลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต หรืออย่างน้อยสามารถก้าวออกมาจากชีวิตที่มืดมนได้

เนื้อหาในหนังสือจะบอกถึงเคล็ดลับซึ่งผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกใบนี้รู้และใช้มาโดยตลอด เกี่ยวกับการใช้จินตนาการสร้างความเชื่อมั่นให้กับจิตใจตนเอง การปลูกฝังความคิดลงไปในจิตใต้สำนึกเชื่อว่าความคิดมีพลังที่จะเปลี่ยนให้สิ่งต่างๆกลายเป็นจริงขึ้นมาได้  โดยมากจะอ้างอิงกับหลักทางศาสนาคริสต์ แต่ก็ยังสอดแทรกแนวคิดบางอย่างของศาสนาพุทธในตอนจบ อย่างเช่นเรื่องของการมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ ระลึกรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ถ้าใครกำลังมองหาชีวิตที่ดีขึ้น หรือกำลังหาคำตอบบางอย่างให้กับชีวิตอยู่ ผมขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ครับ



การอธิบายเนื้อหา 4/5
เรื่องราวน่าติดตาม 4/5
ประโยชน์ที่ได้รับ 5/5
ความคุ้มค่า 5/5

*คะแนนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ Blogger เท่านั้น กรุณาใช้ข้อมูลอื่นๆประกอบการตัดสินใจซื้อหนังสือ
 

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิธีการใช้งาน E-book by Se-ed (PC) - 3 May 12

สรุปขั้นตอนการซื้อและในงานระบบ E-book ของ Se-ed ใน PC ตามด้านล่างเลยครับ


ซื้อหนังสือก่อน
1.เข้าไปที่เว็บ http://m.se-ed.com/
2.เลือกเมนู "ข้อมูลสมาชิก"
3.ใส่ username & password แล้วกดเข้าสู่ระบบ (ถ้ายังไม่มีรหัสผ่านให้กดสมัครสมาชิก)
4.กดรูปบ้านมุมบนซ้ายเพื่อออกมาเลือกหนังสือ
5.เข้าไปที่หัวข้อ e-book
6. เลือกสินค้าที่ต้องการ > กดสั่งซื้อ > เลือก e-book แล้วซื้อของตามขั้นตอน

เอาหนังสือมาไว้ในเครื่องได้ยังไง
1.เข้าไปที่เว็บ http://m.se-ed.com/
2.เลือกเมนู "ข้อมูลสมาชิก"
3.เลือกเมนู My e-book (ถ้ายังไม่มีเมนูให้เลือก ก็ใส่ username & password ก่อน)
4.จะเห็นหนังสือที่เราสั่งซื้อโชว์ขึ้นมา ก็ให้กดที่ชื่อหนังสือเล่มนั้น
5.กดดาวน์โหลด จะได้ไฟล์เล็กๆมาเก็บไว้ในเครื่อง

จะอ่านหนังสือในคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร
1.ทำตาม[คู่มือ]ของทาง Se-ed โหลดโปรแกรม Adobe Digital Editions และติดตั้งให้เรียบร้อย
2.เปิดโปรแกรมแล้วลากไฟล์เล็กๆที่ได้มาจากเว็บ Se-ed มาวางบนหน้าต่างของโปรแกรม
3.โปรแกรมจะโหลดหนังสือฉบับเต็มมาให้โดยอัตโนมัติ
4.อ่านได้แล้ว !!!


สำหรับการอ่านในอุปกรณ์อื่นๆก็สามารถศึกษาได้จาก [Link] ของทาง Se-ed ครับผม

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

[Review] B2S E-book by Oakbee (Android) - 25 Apr 12

     หลังจากการลงทะเบียนในเว็บตาม [LINK] ก็โหลดโปรแกรมจาก Google play [LINK] จากนั้นก็ Login แล้วเริ่มใช้งาน โดยเริ่มทดลองโหลดหนังสือฟรีที่เขาแจกในเว็บก่อน ซึ่งหลังจากดยืนยันแล้วก็แอบงงเล็กน้อยว่าทำไมหนังสือไม่เข้ามาในเครื่องโดยอัตโนมัติ เมื่อลองเล่นเมนูต่างๆในโปรแกรมจึงได้ทราบว่าต้องกด Settings > Update Library ก่อน (วงกลมสีแดงในภาพ) จากนั้นจะมีรูปหนังสือมาโผล่ในเครื่องของเรา โดยจะจัดหมวดตามประเภท Book หรือ Magazine แล้วเมื่อกดบนหนังสือก็จะมีการ download เข้ามาไว้ในเครื่องและเริ่มอ่านได้


   





     สำหรับการอ่านนั้นระบบก็มีฟังก์ชันที่จำเป็นมาครบ แต่มีหลายอย่างที่ทำงานไม่ดีเท่าที่ควรอย่างเช่น ระบบการซูมใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากต้องใช้เวลาในการ Refresh ถ้ามีการเลื่อนหน้าจอระหว่างอ่าน, ไม่สามารถเปลี่ยนหน้ากระดาษเมื่อมีการซูมได้
     ส่วนระบบ Bookmark หรือที่คั่นหนังสือ เราจะต้องกดคั่นหนังสือโดยใช้วิธี Manual - คลิ๊กที่หน้าจอหนึ่งครั้งจะมีที่คั่นหนังสือขึ้นมาที่มุมขวาบน (ตามรูป) จากนั้นก็ให้กดที่ตัวคั่นหนังสือจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสีส้ม (ตามรูป) เมื่อมาอ่านหนังสืออีกครั้งก็สามารถเข้าไปที่ Bookmark เพื่อหาหน้าที่เราคั่นไว้ได้



หลังจากกด Bookmark แล้ว
ก่อนกด Bookmark




















     ถ้าเป็นระบบ Kindle โปรแกรมจะสร้าง Bookmark โดยอัตโนมัติ และยังแชร์ Bookmark ในกรณีที่มีเครื่องมากกว่าหนึ่งเครื่องด้วย สมมุติว่าเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งในระบบ Android ถึงหน้า 50 ถ้ามาเปิดหนังสืออ่านต่อในเครื่อง Kindle keyboard เครื่องจะถามอัตโนมัติว่า "ระบบตรวจพบว่าเราเคยใช้เครื่อง Android อ่านหนังสือถึงหน้า 50 จะต้องการอ่านต่อจากหน้านั้นหรือไม่" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้สะดวกขึ้นมากเลยครับ
      สำหรับปัญหาอื่นๆที่มีผู้ใช้งานรายอื่นๆเจอคือปัญหา Force closed ถ้าเปิดหนังสือที่มีหลายๆหน้า ซึ่งผมก็ยังไม่เจอเพราะว่าเคยซื้อแต่นิตยสารที่ไม่หนามากนัก (100หน้าเศษ)

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555

[Review] Steve Jobs by Walter Isaacson

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีมากๆ เล่มหนึ่งหลังจากบุคคลระดับโลกอย่าง Steve Jobs เสีียชีวิตลง ผมก็ได้มีโอกาสซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านในรูปแบบของ E-book ภาษาอังกฤษจากทาง Amazon.com

ผู้เขียน ( Walter Isaacson ) เคยเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ต่างๆในสหรัฐอเมริกาและได้เขียนชีวประวัติของบุคคลสำคัญหลายคน จากนั้น Steve Jobs ก็ไปทาบทามนักข่าวคนนี้มาช่วยเขียนประวัติของเขาโดยการพูดคุยกับตัวเขาเองและคนรอบข้าง จึงกลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสือเริ่มจากประวัติของพ่อแม่ตัวจริงของ Steve Jobs เรื่องราวที่เขาต้องไปอยู่กับพ่อแม่บุญธรรม วีรกรรมและแนวความคิดในวัยเด็ก การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย การตัดสินใจเลิกเรียน แนวความเชื่อทางศาสนา รูปแบบการใช้ชีวิต การก่อร่างสร้างธุรกิจ แนวความคิดในการทำธุรกิจ เรื่องราวตั้งแต่ก่อตั้ง Apple จนกระทั่งประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้ และฉากสุดท้ายในชีวิตของเขาตอนป่วย

สำหรับหนังสือภาษาอังกฤษนั้น จะมีหลายส่วนที่ใช้คำศัพท์แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกซึ่งผมไม่ค่อยคุ้นเคย แต่โชคดีที่ใช้ Kindle จึงสามารถแปลได้ง่ายๆโดยเอาตัว Curser ไปไว้ที่หน้าคำศัพท์ ดังนั้นผมแนะนำผู้อ่านทั่วๆไปให้ซื้อหนังสือแปลเป็นภาษาไทยจะเข้าใจง่ายกว่าครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

รีวิว Kindle fire ฉบับใช้งานจริง (ในประเทศไทย) - Part2: Root / ลงRom / แก้ปัญหา


ขอเตือนไว้ก่อนว่าการ Root เครื่องและลง Rom ใหม่เป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงและจะทำให้เครื่องหมดประกันได้ ผู้อ่านต้องรับผิดชอบผลที่จะเกิดขึ้นเอง ทางผู้เขียนขอปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ

ขั้นตอนการ Root Kindle Fire
     ขั้นตอนด้านล่างสรุปจากประสบการณ์จริงของผม ถ้าใครลองแล้วเป็นอย่างไรก็เสนอแนะมาได้ครับ
1. เนื่องจาก Firmware ที่ลงมาตอนแรกเป็น version 6.2.x (ไม่แน่ใจ) เมื่อเปิด Wifi ค้างไว้ระบบจึง update ให้อัตโนมัติเป็น version 6.3 ดังนั้นข้อความด้านล่างเป็นการ Root version 6.3 นะครับ
2.จากนั้นก็ Root ซึ่งทำได้ง่ายมาก สามารถโหลดโปรแกรมสำเร็จรูปมา แล้วก็ลงตามขั้นตอนได้เลย
     โปรแกรมที่จำเป็นต้องมี: Kindle fire utility 0.9.5
                                     Android SDK
                                     Java SE development Kit
              *สองอันหลังไม่แน่ใจว่าจำเป็นหรือเปล่าครับ แต่ลงไว้ก่อนก็ดีกว่า
     ขั้นตอนการ Root
         (1) เริ่มจากเฉพาะส่วนของ Pre requisites ใน [Link] นี้
         (2) จากนั้นก็ทำตามขั้นตอน 1-4 ใน [Link] นี้ (ขั้นตอนที่ 4 ตามลิงค์หมายถึงให้พิมพ์ 2 แล้ว
              กด Enter เพื่อ Root ครับ)

สุดท้าย
Kindle Fire ก็ได้กินไอติม
     ขอให้พิจารณาคำเตือนด้านบนอีกรอบนะครับ และจะบอกด้วยว่าเมื่อลง Ice Cream Sandwich แล้วฟังก์ชันบางอย่างใช้งานได้ไม่สมบูรณ์

วิธีการลงรอม
ก่อนอื่นเราต้องรูท และลงโปรแกรม TWRP โดยใช้ Kindle fire Utility 0.9.5 จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนดังนี้
1.Download file ROM* ที่เราต้องการลง และเปลี่ยนชื่อไฟล์เป็น update.zip (โหลดได้จากเว็บตามหัวข้อเรื่อง ROM ด้านล่างครับ)
2.
Copy ไฟล์นี้ไปไว้ใน SD card ของเครื่อง Kindle โดยไม่ต้องใส่โฟลเดอร์ใดๆ (SD card คือ Drive ที่เวลาต่อคอมแล้วมองเห็นนั่นแหล่ะครับ)
3.
Safety remove Kindle ออกมา จากนั้นปิดเครื่อง
4.เปิดเครื่องใหม่และกดปุ่ม
Power ซ้ำ เพื่อเข้าโปรแกรม TWRP
5.เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้กด
Backup ข้อมูลปัจจุบันก่อน
6.กดปุ่ม
Wipe > Data (factory reset) แล้วยืนยัน จากนั้นก็กด Wipe Cache ยืนยัน และสุดท้ายกด Wipe Dalvik แล้วยืนยัน
7.ออกมาหน้าจอ
Home กด Install > เลือกรอมที่เราใส่ไว้ในเครื่อง (file update.zip) > กด Flash
8.Wipe Cache และ Dalvik
9.บูทเครื่องใหม่

ทีนี้ถ้าเรามีบัญชีของ Amazon และอยากซื้อหนังสือของเขามาอ่าน ก็สามารถลง APP kindle ได้จาก Google Play เลยครับ



















ข้อดี-ข้อเสีย ของ ROM แต่ละตัว (8 Aug 12)


- Gingerbread หรือ Android 2.3
     ข้อดี สามารถใช้ฟังก์ชันที่ออกแบบมากับเครื่องได้เกือบครบ
     ข้อเสีย หน้าตาไม่สวย, ลูกเล่นไม่เท่า ICS, ปุ่ม Home มักจะ Error และหายไป

- Ice cream Sandwich (ICS) หรือ Android 4.0
     ข้อดี หน้าตาสวยงาม มีลูกเล่นมากกว่า Gingerbread ค่อนข้างเยอะ
     ข้อเสีย ไม่สามารถใช้งานบางอย่างได้ตามข้อจำกัดของ Kernel
  สำหรับตัวนี้.. ล่าสุดผมได้ลง Glazed ICS ซึ่งค่อนข้างน่าพอใจครับ

- Jelly Bean หรือ Android 4.1
     ข้อดี เป็นระบบปฏิบัติการล่าสุด ณ ตอนนี้ ซึ่งปรับปรุงมาจาก ICS
     ข้อเสีย ไม่สามารถใช้งานบางอย่างได้ตามข้อจำกัดของ Kernel, ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนา

ทั้งหมดนี้สามารถไปเลือกโหลดได้จาก ที่นี่ ครับ (ดูที่มีวงเล็บคำว่า ROM ไว้ด้านหน้า)




เปลี่ยน Kindle fireให้กลายเป็นที่ทับกระดาษ และวิธีการแก้ไข ^^
     เนื่องจากผมพยายามลงรอมแต่ไม่ผ่าน(คาดว่าสาเหตุจากไม่ได้เปลี่ยนชื่อไฟล์ เป็น update.zip) แล้วก็ยังพยายามลงซ้ำอีกจนกระทั่งเริ่มออกอาการ "
Boot วนที่ Recovery mode ของโปรแกรม TWRP" ตอนนั้นก็ยังไม่คิดอะไรมาก ยังพยายามลงรอมซ้ำแล้วซ้ำอีก.. สุดท้ายตอนเปิดเครื่องจะค้างที่สามเหลี่ยมสีเหลืองและไม่สามารถทำอะไรได้เลย      หลังจากงมอยู่ประมาณวันกว่าๆก็พบทางออกในการแก้ปัญหาตามนี้*

1.ต่อ Kindle fire เข้ากับคอมพิวเตอร์ และเครื่องคอมพิวเตอร์จะเจอ Kindle ของเรา
2.ต้องพยายามแก้ให้บูทเข้าระบบ Recovery ของ TWRP ให้ได้ก่อน โดยใช้ Kindle Fire utility 0.9.5
   เลือก Boot mode > Recovery
3.ปิดเครื่อง ดึงออกจากคอมฯ แล้วเปิดเครื่องอีกรอบ จะไม่มีอาการค้างที่หน้าจอสามเหลี่ยมสีเหลืองแล้ว
   แต่จะเข้าไปในระบบ Recovery mode ของ TWRP
4.ทำการ Restore ข้อมูลที่ได้ Backup ไว้
5.หลังจาก Reboot เครื่อง ผมก็กลับมาเจอปัญหา “Boot วนที่ Recovery mode ของโปรแกรม TWRP”
   ดังนั้นจึงต้องเพิ่งโปรแกรม Kindlefire unbrick utility ซึ่งต้องเสียบ Kindle เข้ากับคอมพิวเตอร์
   รันโปรแกรม แล้วเลือกปัญหาที่เราเจอ.. สุดท้ายปัญหาจะถูกแก้โดยอัตโนมัติ
6.ถ้าต้องการลง Rom ก็ให้ไปทำตามหัวข้อด้านบน


*กระบวนการกู้คืน ผมใช้ windows 7 นะครับ ไม่แน่ใจว่า Windows XP จะใช้ได้เหมือนกันหรือเปล่า

Part1: ซื้อที่ไหน ซื้อตอนนี้ดีไหม

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

รีวิว Kindle fire ฉบับใช้งานจริง (ในประเทศไทย) - Part1

เนื่องจากปีก่อนผมได้ซื้อ Kindle Keyboard ไว้เพื่อใช้อ่าน E-book แต่พบว่าไม่สะดวกในการอ่านเอกสารขนาด A4 รวมไปถึงไฟล์ Excel ต่างๆ ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะหา Tablet ขนาด 7” สักตัว (ไม่อยากให้น้ำหนักมากเกินไป แต่ถ้าเล็กกว่านี้หน้าจอก็จะเล็กเกินไป) ซึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อ Kindle fire เนื่องจากมี Function ที่ต้องการครบ แบรนด์น่าเชื่อถือ และราคาเป็นไปตามงบประมาณที่ตั้งไว้

ซื้อจากไหนดี? (Update 10/9/55)
     จากที่พยายามหาข้อมูลดูพบว่าเรายังไม่สามารถสั่งจาก Web Amazon.com ให้ส่งมายังประเทศไทยได้โดยตรง ดังนั้นจึงต้องศึกษาวิธีการอื่นๆ ซึ่งเท่าที่รู้ก็มีตามนี้
     
1.ฝากคนรู้จักหิ้วจากอเมริกา
           วิธีการนี้เสียแค่ค่าเครื่อง
$159 และอาจจะต้องจ่ายภาษีนำเข้าด้วย
      2.สั่งของจาก Amazon.com ให้ส่งไปยังบริษัท Shipping ในอเมริกา จากนั้นให้บริษัทส่งต่อมาที่ไทย
           วิธีการนี้เสียค่าเครื่อง $159 + ค่าขนส่งประมาณ $30-$50 + ภาษี? โดยอาจจะต้องไปเคลียร์ของเอง
      3.สั่งของจากคนไทยที่นำมาขายในรูปแบบ Pre-order ซึ่งน่าจะใช้เวลามากกว่าครึ่งเดือน

         
ขั้นตอนคือ สั่งของกับร้าน> โอนเงิน> ร้านสั่งของจากอเมริกา> ของส่งมาที่ไทย>ร้านส่งของให้เรา
        จากที่หาในเน็ตจะเจอประมาณ 2-3 ร้านซึ่งราคาขายอยู่ที่ 6,200 บาทต่อเครื่อง
     4.สั่งของจากคนไทยที่ซื้อเครื่องมา Stock
           อันนี้ก็เจออยู่ประมาณ 2-3 ร้านเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายผมซื้อจาก kindleok.com ที่ราคา 8,000 บาท (ก่อนปรับราคา)
จริงๆแล้วอาจจะมีวิธีการอื่นอีก ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงสิ่งที่ผมหามาได้ครับ

 
แกะกล่อง ทดลองใช้งาน
     หลังจากแกะกล่องออกมาก็จะพบตัวเครื่องใส่ถุงพลาสติกวางอยู่ด้านบน
และมี Adapter วางอยู่ที่ด้านล่าง
เมื่อหยิบตัวเครื่องขึ้นมาดูก็รู้สึกว่าแน่นๆหนักๆเล็กน้อย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมชอบการประกอบลักษณะนี้ สำหรับการออกแบบลักษณะภายนอกก็ค่อนข้างเรียบๆ มีปุ่มให้กดปุ่มให้กดเพียงปุ่มเดียวคือปุ่ม
Power และมีช่องต่ออุปกรณ์ภายนอกเพียงสองช่องคือ ช่องต่อหูฟัง3.5mm และ Micro-USB สำหรับเสียบสายชาร์จกับต่อคอมพิวเตอร์ ประเด็นที่จะติเกี่ยวกับการออกแบบตัวเครื่องคงจะมีเรื่องเดียวคือไม่มีปุ่มสำหรับเพิ่มลดเสียง ซึ่งทำให้การปรับเสียงทำได้ลำบากกว่าที่ควร
      เมื่อกดสวิตซ์เครื่องก็จะพบกับโปรแกรมของ
Amazon.com ซึ่งเน้นใช้เครื่องสำหรับอ่านหนังสือ และเมื่อลงทะเบียนเชื่อมกับ Account ที่เคยซื้อหนังสือไว้แล้ว ก็จะมีปกหนังสือเข้ามาใน Kindle Fire โดยอัตโนมัติ (แต่ถ้าจะอ่านต้องกด Download  เข้ามาก่อน) การต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถทำได้ผ่าน Wifi ซึ่งเป็นทางเลือกเดียวที่เครื่องออกแบบมา ส่วนระบบ Entertainment อื่นๆเช่น เพลง, วีดีโอ จาก Amazon ระบบยังไม่เปิดให้ใช้งานในเมืองไทย ณ ขณะนี้ แต่ที่แย่ที่สุดคือไม่เปิดให้ดาวน์โหลด APPS ของ Amazon แม้ว่าจะเป็นของฟรี ดังนั้นจึงเป็นแรงผลักดันให้ Root เครื่อง เพื่อที่จะลงรอมใหม่

Spec และฟังก์ชั่น: http://www.amazon.com/gp/product/B0051VVOB2/ref=famstripe_kf
รีวิวประสิทธิภาพเครื่องโดยเว็บต่างประเทศ
: http://www.engadget.com/2011/11/14/amazon-kindle-fire-review/


รอก่อนดีไหม มีข่าวลือว่ารุ่นใหม่กำลังมา !!!  (Update 10/9/55)
    
ตอนนี้มีข่าวลือมาว่า Amazon จะออก Kindle fire รุ่นใหม่ประมาณ 2-4 รุ่น ในช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ ซึ่งจะมีรุ่นขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นคือ 10.1 และอาจจะมีรุ่นขนาดหน้าจอ 8.9 นิ้วด้วย สำหรับขนาดหน้าจอเท่าเดิม (7นิ้ว) ก็จะมีรุ่นปรับปรุงใหม่ออกมาช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยอาจจะแบ่งเป็น 2 spec - เพิ่ม model สำหรับ entry-level ซึ่งจะมี spec ต่ำกว่า (Source: Digitimes.com)
     สุดท้ายแล้วมีหลายคนพยากรณ์ว่ายอดขาย Tablet PC ทั่วโลกในปีนี้จะนำโดย Apple iPad และอันดับสองจะเปลี่ยนจาก Samsung Galaxy tab เป็น Amazon Kindle ซึ่งคงจะต้องติดตามกันต่อไป
     ทีนี้กลับมาที่ประเด็นว่าจะซื้อ Kindle fire ตอนนี้เลยดีหรือไม่.. ก็คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า จะเอาเครื่องมาใช้ทำอะไร แล้วSpecปัจจุบันเพียงพอสำหรับการใช้งานหรือเปล่า, ซื้อมาแล้วใช้งานทันทีหรือเปล่า, งบประมาณเพียงพอหรือเปล่า ถ้าคำตอบทุกข้อคือ"ใช่" คงไม่ต้องลังเลแล้วครับ

     สรุปว่ามีการเปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่ในเดือนกันยายน 2555 และเริ่มขายจริงต้นเดือนตุลาคม.. ถ้าคุณต้องการนำเครื่องมาใช้อ่านหนังสือเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้กล้อง และหน่วยความจำ 8GB เพียงพอ (เหลือจริงประมาณ 5 GB) ก็น่าจะซื้อรุ่นนี้ได้เลยครับ.. แต่ถ้าไม่เพียงพอใช้งานก็แนะนำให้ซื้อรุ่นใหม่โดยเพิ่มเงินประมาณ 1,300 บาท

Part2: Root / ลงRom / แก้ปัญหา